เทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่สำคัญใน เครื่องจักรผลิตฟิล์มยืด

2026-05-11

ในอุตสาหกรรมฟิล์มยืดของไทย ผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและความต้องการคุณภาพฟิล์มที่เข้มงวด โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากสำหรับการหลอมและการรีดฟิล์ม เครื่องจักรผลิตฟิล์มยืดแบบ 2 ชั้น (2-layer stretch film machine) และ 3 ชั้น (3-layer stretch film machine) ที่ใช้เทคโนโลยีเก่ามักประสบปัญหาสิ้นเปลืองพลังงานสูงถึง 30-40% เนื่องจากระบบทำความร้อนที่ไม่มีประสิทธิภาพและมอเตอร์ที่ไม่สามารถปรับรอบได้ตามโหลด ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เครื่องจักรผลิตฟิล์มยืดแบบ 5 ชั้น (5-layer stretch film machine) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ได้นำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่สำคัญมาแก้ไขปัญหานี้ โดยใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเซอร์โวมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง (servo motor drive) ที่สามารถปรับความเร็วรอบตามความต้องการของกระบวนการรีดได้ทันที ลดการใช้พลังงานในโหลดต่ำกว่า 50% เมื่อเทียบกับมอเตอร์ทั่วไป นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบทำความร้อนแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (induction heating system) สำหรับถังหลอมและหัวตาย ซึ่งให้ความร้อนเฉพาะจุดอย่างแม่นยำ ลดการสูญเสียความร้อนสู่สิ่งแวดล้อม และช่วยให้อุณหภูมิคงที่ภายใน ±1°C ส่งผลให้ฟิล์มที่ผลิตได้มีคุณภาพสม่ำเสมอและลดของเสียจากการปรับแต่งเครื่อง

สำหรับเครื่องจักรผลิตฟิล์มยืดแบบกึ่งอัตโนมัติ (semi-automatic stretch film machine) และแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (fully automatic stretch film machine) ที่เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิต ได้รับการออกแบบให้มีระบบควบคุมการไหลของอากาศร้อน (hot air flow control) ในห้องอบฟิล์ม ซึ่งสามารถปรับทิศทางและอัตราการไหลตามความหนาของฟิล์มแต่ละเกรด ทำให้ลดการใช้พลังงานในขั้นตอนการอบแห้งลง 20-25% โดยไม่กระทบต่อความเร็วในการผลิต อีกทั้งยังช่วยให้ฟิล์มมีความเหนียวและยืดตัวได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของไทยที่มีความหลากหลาย

เทคโนโลยีประหยัดพลังงานในเครื่องจักรทั้ง 5 ประเภทนี้ ตั้งแต่ 2-layer ไปจนถึง 5-layer รวมถึงรุ่นกึ่งและอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างชัดเจน แต่ยังเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพลังงาน (productivity per kWh) สูงถึง 40% ผู้ผลิตฟิล์มยืดจึงสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 12-18% ต่อเดือน นอกจากนี้ การปรับปรุงระบบควบคุมอุณหภูมิและความเร็วที่แม่นยำยังช่วยให้ฟิล์มมีค่าความต้านทานแรงดึง (tensile strength) และความสามารถในการยึดห่อ (cling performance) ที่ได้มาตรฐานสากล ลดการเกิดฟิล์มบางเกรดต่ำที่ต้องนำกลับมาผลิตใหม่

ด้วยการลงทุนในเครื่องจักรประหยัดพลังงานที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงเหล่านี้ ผู้ประกอบการในประเทศไทยจะสามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้นทุนพลังงานผันผวนและการแข่งขันด้านคุณภาพฟิล์มทวีความรุนแรงมากขึ้น การเลือกใช้เครื่องจักรที่ออกแบบมาเพื่อลดการใช้พลังงานโดยตรง จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มกำไรและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

Blog Cover

ติดต่อเราตอนนี้

*เรานับถือความเป็นส่วนตัวของคุณ เมื่อคุณส่งข้อมูลติดต่อ เราจะติดต่อคุณตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเราเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว.